ประวัติของ ปืนพก M1911A1ระหว่างปี 1899 - 1913 สหรัฐฯ ได้เข้าสงคราม Philippin American War หลังจากที่สเปนแพ้สงคราม
แก่สหรัฐฯ แล้วต้องยกเมืองขึ้นให้กับสหรัฐ และประเทศฟิลิปปิน ก็เคยเป็นเมืองขึ้นสเปนมาก่อน สหรัฐ
ต้องการขยายอำนาจมาทางเอเซียแปซิฟิกอยู่แล้ว ก็ได้ทำการยกกำลังเข้าสู่ฟิลิปปิน แน่นอนชาวฟิลิปปิน บางส่วนก็ยังภักดีต่อสเปน นั้นก็คือชาว Moro และชาว Moro ก็ยังได้รับการสนับสนุนเรื่องอาวุธจากสเปน แบบลับๆอีกด้วย การรบในฟิลิปปิน ซึ่งเป็นการรบในป่า โอกาสใช้ปืนพกจึงมีมาก ในขณะนั้นกองทัพบกสหรัฐ ได้ใช้ปืนพก ที่ใช้กระสุนขนาด .38 Long Colt คุ่กับปืนลุกโม่ หรือไม่ก็ปืนพก Auto M1900 กับกระสุนขนาด .38 ACP ซึ่งเมื่อนำเข้าสงครามครั้งนั้น ถึงได้รู้ว่า อำนาจหยุดยั้งของกระสุน .38 ไม่เพียงพอ จะเอา Colt .45 SAA สมัยเมื่อใช้ยิงอินเดียนแดง ก็ไม่เหมาะสม เพราะบรรจุกระสุนน้อย และช้า ทางกองทับสหรัฐฯ เลยต้องการปืนที่บรรจุกระสุนได้มาก และรวดเร็ว กระสุนที่ใช้ต้องมีขนาด .45 โครง การปืนพก Auto จึงเกิดขึ้น ซึ่งความจริงแล้วกองทัพก็มีปืนพก Auto ประจำการอยู่แล้ว และมีการนำเอา M1900 .38 ACP มาปรับปรุงให้ใช้กับกระสุนขนาด .45 ACP ไปพลางๆก่อน คือรุ่น M1907 แต่ปืนก็มีปัญหาในการใช้งาน ไม่ทนทาน นายJohn M. Browning ซึ่งเป็นนักออกแบบปืน เลือกระบบการทำงาน Short Recoil และกระสุน ขนาด .45 ACP ( .45" Autometic Colt Pistol ) ซองกระสุน หรือแม็กกาซีนบรรจุได้ 7 นัด ต้นแบบตัวแรกเสร็จในปี 1910 แต่กองทัพให้ทำการปรับปรุ่งในเรื่องระบบความปลอดภัยของปืน เพิ่ม นอกจากมีระบบความปลอดภัยทั้งระบบเซฟล็อกไก และล็อกนกสับ ด้านข้างตัวปืนแล้ว ตัวต้นแบบตัวที่ 2 ได้เพิ่มระบบเซฟหลังอ่อน ที่ตัดสพานไกปืนไม่ให้ทำงาน หากกำปืนไม่แน่ด้วย และร่องรับนกตกเข้าไปอีก ต้นแบบตัวที่ 2 จึงได้รับเลือก และกองทัพสั่งซื้อเข้าประจำการทันที กระสุน .45ACP มีอำนาจหยุดยั้งสูงมาก วิถีกระสุนราบเลียบ ทำให้ยิงได้แม่นยำ กระสุน .45 ACP ได้รับขนานนามว่า Dum Dum Bullet เพราะมันสามารถหยุดยั้งฝ่ายตรงข้ามตั่งแต่นัดแรก หรืออย่าง มากไม่เกิน 2 นัด M1911 จึงเป็นปืนที่ออกแบบเพื่อกระสุนชนิดนี้อย่างแท้จริง เมื่อ M1911 และกระสุน .45 ACP เข้าไปรวมรบเป็นปืนพกคู่กายของทหารสหรัฐ มันสามารถหยุดบรรดา นักรับ Moro ที่ใส่เสื้อเกาะที่สานด้วยไม้ไผ่ ใช้ปืน Mauser M98 พร้อมดาบปลายปืน หรือใช้ง้าว คือ ดาบที่ใส่ด้ามของหอก ซึ่งยาวมาก ไม่ให้เข้ามาถึงตัวทหารสหรัฐฯในระยะประชิดได้ดีมาก กระสุน .45 ACP สามารถทะลุเกระไม้ไผ่ได้ เพราะด้วยมวลของหัวกระสุนที่มาก หน้าตัดกระสุนที่ใหญ่ ทำให้ผู้ถูกยิง หมดสภาพการเคลือนที่ได้ทันที และ M1911 เป็นปืนที่มีขนาดเหมาะสม มีความแบนทำให้พกพาง่าย และใช้ได้คลองตัว ยิงซ้ำได้รวดเร็ว M1911 จึงได้เข้ารวมรบในฐานะปืนพกประจำกายกองทัพสหรัฐฯ จากนั้นมา M1911 ได้เข้าเป็นปืนพกประจำกายต่อในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ทางกองทัพได้พบจุดบกพร่องใน M1911 ช่วงที่ใช้ในสงคราม หลังจากสงครามจบสิ้น ทางกองทัพได้ทำรายงานส่งให้กับหน่วยสรรพวุธ คือ ศูนย์เล็งมีขนาดเล็กเกินไป เมื่อยิงที่ระยะเกินกว่า 8 เมตร กระสุนกินต่ำ และมีปัญหาเมื่อใช้ปืนในที่อากาศหนาว จำเป็นต้องใช้ถุงมือ เอานิ้วเข้าโกงไกปืนได้ลำบาก ทางสรรพวุธจึงได้ทำการส่งข้อมุลให้ผู้ผลิต M1911 แก้ไข M1911 จึงทำการแก้ไขปัญหาต่างๆตามที่สรรพวุธสหรัฐแจ้งมา โดยทำการขยายความกว้างของศูนย์หน้า และล่องบากของศุนย์หลัง โครงด้ามหลังโกงไกปืนทำการปาดเนื้อส่วนนั้นออกไป และลดความยาวของหน้า ไกให้สั้นลง แก้ปัญหาเมื่อต้องใช้ถุงมือ ส่วนเรือนสปริงนกสับที่เคยเป็นแบบหลังตรง ก็เป็นเป็นแบบหลัง โค้งแทน เพื่อแก้ปัญหากระสุนกินต่ำ เปลี่ยนหลังอ่อนเป็นแบบหางยาว และลดวามยาวนกสับลงไม่ให้จิก ง้ามมือ และไม่เกียวเสื้อเวลาชักปืน ทำการเปลี่ยนประกับด้ามจากที่ใช้ไม้เป็นวัสดุสังเคราห์ และปรับผิวปืนให้ เป็นสีด้าน เพื่อลดแสงสะท้อน ปืนตัวปรับปรุงใหม่นี้เข้าประจำการแทน M1911 ในปี 1924 และได้ ระหัสใหม่ว่า M1911A1 ถือว่าเป็นปืนรุ่นเดิมที่ทำการปรับปรุงนั้นเอง เปลี่ยนเทียบ M1911 และ M1911A1 M1911A1 ถือว่าเป็นปืนที่ประจำการนานที่สุดในโลกตัวหนึ่ง คือตั่งแต่ปี 1924 ยาวมาจนถึง ปี 1984 ในช่วงโลงครามโลกครั้งที่ 2 มีการผลิตออกมากว่า 1.7 ล้าน กระบอก แต่หากนับรวม M1911 และ M1911A1 ผลิตตั่งแต่ปี 1911 จนถึงปี 1984 M1911 ผลิตทั้งหมดกว่า 2.7 ล้าน กระบอก นอกจากเจ้าของคือ Colt แล้ว ยังมีผู้ผลิตที่ได้สิทธิบัตรถูกต้องเมื่อครั้งผลิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีดังนี้ 1 Springfield Armory 2 Remington 3 Ithaca Gun Company 4 Union Switch & Signal 5 Singer โดยผู้ผลิตมากที่สุดคือ Remington ผลิตถึง 900,000 กระบอก มากกว่า Colt ถึง 3 เท่า ส่วน M1911A1 ที่กลายเป็นของสะสม และเป็นของที่มีราคาแพงมาก ราคาปัจจุบันในสภาพสวยๆสุงกว่า 3,000 $ คือ M1911A1 ที่ผลิตจาก บริษัท Singer (ซิงเกอร์) เพราะผลิตมาเพียง 500 กระบอกเท่านั้น เป็น M1911A1 ทางทหารที่ผลิตได้ปราณีตมาก นี้เป็นประวิติ์เล็กๆน้อยๆของ M1911 และ M1911A1 เอาไว้รวบรวมข้อมูลอื่นๆได้จะนำมาให้เพื่อนๆ ได้ อ่านกันต่อครับ ก็คงเป็นเป็นเรื่องของ Government Model หรือ M1911 และ M1911A1 ที่ผลิตขาย ในตลาดปืนพาณิชย์ ซึ่งมันก็เป็นปืนพก Auto ที่มีจำนวนผลิต มากที่สุดในโลกอีกเช่นกัน |
วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ประวัติของ ปืนพก M1911A1
ประวัติปืนเล็กยาว M16
ประวัติปืนเล็กยาว M16
ผมเป็นทหารนาวิกโยธิน กองทัพเรือ
อาวุธประจำกายของทหารคือ ปืนเล็กยาว M 16 ซึ่งผมใช้มันมาตลอดการรับราชการ
ไม่ว่าจะไปปฏิบัติราชการที่ภาคใต้ จันทบุรี- ตราด หรือที่อื่นๆ M 16
เป็นปืนที่ผมยอมรับกับประสิทธิภาพของมัน แต่ถ้าปืนระดับเดียวกันที่ผมชอบมันมาก คือ
AK-47 (อาก้า)ที่ทุกๆคนเคยได้ยินชื่อมันมาบ้างครับ แต่ตอนนี้เรามารู้เรื่องของปืน M
16 กันครับ ปืน M 16 เป็นปืนเล็กยาวจู่โจมที่กองทัพบก สหรัฐอเมริกา กำหนดขึ้น โดยเรียกชื่อไล่จาก Armalite AR-15 เป็นปืนเล็กยาวจู่โจมที่ยิงด้วยกระสุนขนาด 5.56x45 mm. NATO ที่ออกแบบโดยนาย Eugene Stoner ในปีค.ศ. 1950 เดิมใช้เป็นปืนเล็กยาวประจำกายของทหารในกองทัพบกและกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 โดยเข้าประจำการแทนปืนเล็กยาว M14 ซึ่งใช้กระสุนขนาด 7.62x51 mm. NATO และยังใช้กันแพร่หลายในกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การ NATO และประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐฯในช่วงสงครามเย็นมาจนถึงปัจจุบัน
ปืน M16 เป็นปืนที่มีน้ำหนักเบา บรรจุกระสุนในซองกระสุน (Magazine) บริหารกลไกด้วยด้วยระบบแรงดันก๊าซ ระบายความร้อนด้วยอากาศ วัสดุที่ใช้ผลิตปืนผสมผสานทั้งเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และพลาสติก
ประวัติ
ปืน M16 นี้พัฒนาขึ้นโดยกองทัพบก สหรัฐฯ ในช่วงทศวรรษ 1950 ขณะที่ได้นำไปใช้เป็นครั้งแรกในสงครามเวียดนาม ซึ่งแต่เดิมนั้น ปืน M16 ออกแบบและผลิตโดยบริษัทอาร์มาไลต์ (Armalite)ในปีค.ศ. 1958 โดยเรียกปืนรุ่นนี้ว่า AR-15 สำหรับปืนไรเฟิลอัตโนมัติ AR-15 นี้เป็นปืนไรเฟิลซ้อมยิงที่นิยมกันมากในประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับปืน M16 ในปัจจุบันนี้ และได้เข้าประจำการในฐานะอาวุธปืนประจำกายของหน่วยแพทย์ทหารเสนารักษ์ และ หน่วยสนับสนุนการรบต่างๆในช่วงสงครามเกาหลีด้วย แต่เนื่องจากตัวปืนนั้นมีปัญหาเรื่องลำกล้องปืนมักจะบวมและแตกร้าวเมื่อทำการยิงต่อเนื่องนานๆ จึงทำให้มียอดสั่งซื้อเข้ามาน้อยมาก ต่อมาเมื่อบริษัท Armalite ได้ขายแบบแปลนปืน AR-15 ให้แก่บริษัทโคลต์ (Colt Firearms) ปืน AR-15 ก็ได้รับการพัฒนาจนออกมาเป็นปืน M16 และเข้าประจำการในกองทัพอากาศสหรัฐฯในปีค.ศ. 1964 ส่วนทางกองทัพบกสหรัฐฯ ก็ได้นำปืน M16 มาพัฒนาต่อเป็นปืน XM16E1 ซึ่งได้เพิ่มระบบคันส่งลูกเลื่อน (Forward Assist Assembly) เข้ามาและเข้าประจำการในกองทัพบกสหรัฐฯพร้อมทั้งเรียกชื่อใหม่ว่า ""US Rifle, 5.56mm, M16A1" ในปีค.ศ. 1967 และยังมีการเปิดสายการผลิตปืน M16 ในรูปแบบอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันในอีกหลายประเทศทั่วโลก
ต่อมาในปีค.ศ. 1981 บริษัทโคลต์จึงได้พัฒนาและปรับปรุงปืน M16A1 จนออกมาเป็นปืน M16A1E1 เพื่อรองรับกระสุนขนาด 5.56x45 mm. NATO รุ่นใหม่คือกระสุน M855 Ball หรือ SS-109ของบริษัท FN ซึ่งมีความแม่นยำและอานุภาพมากกว่าเดิม จนในปีค.ศ. 1982 หน่วย US Department of Defense (US DoD) จึงได้บรรจุปืน M16 รุ่นนี้เข้าประจำการและเรียกในชื่อใหม่ว่า"US Rifle, 5.56mm, M16A2" ซึ่งปืน M16A2 นี้สามารถยิงได้เพียง 2 รูปแบบ คือ แบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi-Auto) ครั้งละ 1 นัด/ครั้ง และแบบอัตโนมัติชุดละ 3 นัด (Burst Auto)โดยมีคันบังคับการยิงให้จัดเลือกอยู่ทางด้านซ้ายเหนือด้ามปืน ซึ่งต่างจากปืน M16A1 ตรงที่แบบอัตโนมัติของรุ่น A1 จะเป็นแบบอัตโนมัติเต็มตัว (Full-Auto) กล่าวคือปืนจะทำการยิงตามวงรอบการทำงานไปเรื่อยๆจนกว่าผู้ยิงจะเลิกเหนี่ยวไกปืนหรือจนกว่ากระสุนจะหมดซองกระสุน มิใช่ยิงเป็นชุดเพียง 3 นัดเท่านั้น ไม่ว่าผู้ยิงจะเหนี่ยวไกค้างไว้หรือไม่ก็ตาม
ในปีค.ศ. 1994 ทางบริษัทโคลต์ได้มีการปรับปรุงสมรรถภาพของปืน M16A2 อีกครั้งเป็นรุ่น A3 และ A4 ตามลำดับ โดยปืน M16A3 นั้นสามารถยิงได้สองโหมดคือ ยิงทีละนัด (Semi-Auto)และยิงอัตโนมัติเต็มตัว (Full-Auto)เท่านั้น ส่วนปืน M16A4 นั้นจะยิงได้สองโหมดนี้คือ โหมดยิงทีละนัด (Semi-Auto) และแบบอัตโนมัติชุดละ3นัด (Three-Burst Auto)
โดยรุ่น A4 มีลักษณะภายนอกคล้ายกับ A2 และ A3 ทุกประการแต่สามารถถอดด้ามหูหิ้ว (Flat Top Receiver) ออกเพื่อติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆได้ในขณะที่ A2 และ A3 จะเป็นแบบติดตั้งตายตัว
ในช่วงทศวรรษ 1980 ปืน M16A1 ติดขาทราย และปืนกลเบา M60 จะถูกแทนที่ด้วยปืนกลเบา SAW M249 ซึ่งใช้กระสุนขนาด 5.56x45 mm. NATO รุ่น M855 เช่นเดียวกับปืน M16A2
เพื่อเพิ่มอานุภาพของอาวุธและลดภาระในการจัดส่งกระสุนและเสบียงเข้าสู่สนามรบของหน่วยพลาธิการ ครั้นถึงทศวรรษ 1990 ปืน M16A2 จำนวนมากเริ่มถูกแทนที่ด้วยปืน M4 Carbineซึ่งปรับปรุงมาจากปืน M16 เพื่อเพิ่มสมรรถนะและความคล่องตัวกับการรบในที่แคบหรือในอาคารต่างๆ
ลักษณะโดยทั่วไป
ชิ้นส่วนต่างๆของปืน M16 ผลิตขึ้นจากกรรมวิธีต่างๆดังนี้ ปลอกลดแสง ลำกล้อง โครงปืน และชิ้นส่วนในระบบลั่นไกผลิตด้วยวิธีการขึ้นรูปด้วยกระบวนการ Forging จากวัสดุเหล็กกล้าผสมอะลูมิเนียม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อนและมีความทนทานต่อการใช้งานสูง ส่วนพานท้ายและฝาครอบลำกล้องทำจากวัสดุโพลิเมอร์ไฟเบอร์ทนความร้อนทำให้ปืน M16 รุ่นแรกๆ นั้นมีน้ำหนักเบาเพียง 3.60 กิโลกรัมเท่านั้น (น้ำหนักปืนพร้อมซองกระสุนขนาด 30 นัด) ซึ่งเบากว่าปืนเล็กยาวจู่โจมรุ่นก่อนๆอย่างปืน M14 ในขณะที่ปืนอาก้า (AK-47) จากรัสเซียที่นิยมกันในกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ในเวลานั้นมีน้ำหนักถึง 4.30 กิโลกรัม แต่ปืน M16 รุ่นหลังจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 3.77 จากการออกแบบให้ลำกล้องและโครงปืนมีความหนามากขึ้นเพื่อรองรับการใช้ งานกระสุน 5.56 มม.แบบ M855 (SS-109) จึงทำให้น้ำหนักมากตามไปด้วย โดยตั้งแต่ปืน M16A2 เป็นต้นไปจะมีการออกแบบให้ปลอกลดแสงมีรูระบาย 5 รูเพื่อให้แรงดันก๊าซกดปากกระบอกมิให้เชิดหัวขึ้นเวลาทำการยิงเพื่อความแม่นยำสูงขึ้น รวมทั้งมีความยาวของปืนเพิ่มเป็น 40 นิ้ว (1.06 เมตร) มีลำกล้องยาว 20 นิ้ว(508 มิลลิเมตร)
ปืน M16/M4 นั้นสามารถเพิ่มสมรรถนะด้วยการติดตั้งอุปกรณ์เสริม เช่น เครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. M203 , กล้องเล็งจุดแดง (Red Dot) , ขาทราย (Bi-pod) ฯลฯ เป็นต้น
ปืนเล็กยาว M16
ชนิด ปืนเล็กยาวจู่โจม (Assault Rifle)
สัญชาติ สหรัฐอเมริกา
ใช้ในสมัย สงครามเวียดนาม - ปัจจุบัน
การใช้งาน อาวุธประจำกาย
เป้าหมาย บุคคล
เริ่มใช้ พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1967)
ช่วงผลิต พ.ศ. 2500 - ปัจจุบัน
ช่วงการใช้งาน พ.ศ. 2503 - ปัจจุบัน
ผู้ปฏิบัติการ NATO
สงคราม สงครามเวียดนาม, สงครามอ่าวเปอร์เซีย, สงครามอิรัก
ขนาดลำกล้อง 5.56 มิลลิเมตร (0.223 นิ้ว) 6 เกลียว เวียนขวา
ระยะครบรอบเกลียว A1 = 12 ฟุต ,A2/A3/A4 = 7 ฟุต
ความยาวลำกล้อง 508 มิลลิเมตร
กระสุน 5.56x45 mm. NATO
ซองกระสุน ซองกระสุนแบบ STANAG ความจุ 20, 30 นัด และแบบ Drum ความจุ 100 นัด
ระบบปฏิบัติการ ขับดันด้วยก๊าซ (Gas-operated) ขัดกลอนด้วยลูกสูบหมุนตัว (Rotating Bolt) ปลดกลอนด้วยแรงดันก๊าซเป่าห้องลูกเลื่อนโดยตรง (Direct Impingement)
อัตราการยิง 600 - 900 นัด/นาที (แล้วแต่รุ่น)
ความเร็วปากลำกล้อง 975 m/s (3,200 ft/s Ball M193)930 m/s (3,050 ft/s Ball M855)
ระยะหวังผล A1 = 460 เมตรA2,A3,A4 = 550 เมตร
น้ำหนัก แล้วแต่แบบ
ความยาว A1=990.6 มม.A2=1006 มม.
แบบอื่น M4 Carbine , AR-15
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







